ประวัติชื่อบ้านนามเมือง ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา

ประวัติชื่อบ้านนามเมืองลือเลื่องที่หาดใหญ่

การจะตั้งชื่อ หมู่บ้านหรือสถานที่ใดๆก็ตามแต่นั้น จำต้องมีสาระสำคัญเข้าประกอบด้วยเสมอ อาทิ สภาพแวดล้อม ลักษณะทางภูมิประเทศ ตัวบุคคล รวมถึงสภาพทางการดำรงชีพตามปกติวิถี ความเชื่อ และประเพณี เป็นต้น เป็นดังนั้นแล้วชื่อหมู่บ้านที่ปรากฏในเขตของอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาส่วนหนึ่งจึงมีที่มาที่ไปอย่างน่าสนใจควรค่าแก่การศึกษายิ่ง ดังนี้

1.บ้านหาดใหญ่ (เทศบาล) หมู่ที่ 4 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า ชื่อบ้านหาดใหญ่นี้มาจากชื่อของ “ต้นมะหาดขนุน” ขนาดใหญ่ซึ่งยืนต้นเด่นเป็นสง่าอยู่ริมฝั่งคลองเตย(ทางเข้าหมู่บ้านจันทร์ นิเวศน์และบ้านทุ่งเสา ปัจจุบันคือช่วงปลายสุดของถนนนิพัทธ์อุทิศ 3) ต้นมะหาดขนุนนี้เองที่ชาวบ้านในสมัยก่อนใช้เป็นที่หลบไอแดดในช่วงกลางวัน ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนกันเป็น “หาดใหญ่” ดังปัจจุบัน

2.บ้านทุ่งตำเสา หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมหมู่บ้านนี้ยังคงสภาพเป็นทุ่งโล่งกว้างยังมีต้นไม้ชนิดหนึ่งขึ้น อย่างหนาแน่นชาวบ้านนิยมตัดมาใช้ปลูกสร้างบ้านเรือนเรียกกันว่า “ต้นตำเสา” ต่อมาจึงเรียกชื่อหมู่บ้านที่ตั้งในบริเวณดังกล่าวว่าบ้านทุ่งตำเสา เพื่อให้ระลึกว่าแต่เดิม ณ สถานที่แห่งนี้เคยมีต้นตำเสาอยู่อย่างหนาแน่นมาก่อน

3.บ้านทุ่งรี หมู่ที่ 5 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมหมู่บ้านนี้เป็นท้องทุ่งนา ลักษณะเป็นรูปวงรี เวลาชาวบ้านไปทำกิจธุระที่ใดก็ตามมักเรียกสถานที่อยู่ของตนว่า “อยู่ทุ่งรี” จนกระทั่งเรียกติดปากว่า “บ้านทุ่งรี” ดังปัจจุบัน

4.บ้าน ทุ่งโดน หมู่ที่ 8 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมหมู่บ้านนี้ยังเป็นทุ่งนาอยู่และมีต้น “โดน” ใหญ่ขึ้นอยู่ปลายนา ต้นโดนนี้เองที่ชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวมักนิยมนำส่วนยอดและใบมารับประทาน ร่วมกันกับน้ำพริก ส่วนผลก็ใช้รับประทานได้ และเรียกชื่อหมู่บ้านตามลักษณะของต้นโดนใหญ่ว่า “บ้านทุ่งโดน” ดังปัจจุบัน

5.บ้าน ทุ่งใหญ่ หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมบริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นพื้นที่โล่งแจ้ง กว้างใหญ่ ประกอบด้วยที่ราบลุ่มและทุ่งนาเป็นหลัก ชาวบ้านในพื้นที่จึงเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านทุ่งใหญ่” อันเป็นลักษณะเด่นทางสภาพแวดล้อมที่ปรากฏแต่เดิม

6.บ้านพรุเตาะนอก หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมในบริเวณดังกล่าวนี้ยังเป็น “พรุ” หรือบริเวณที่เป็นที่ลุ่มมีน้ำขังเป็นประจำ และภายในบริเวณดังกล่าวนี้เองยังมี “ต้นเตาะ” ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น วันดีคืนดีใบของต้นเตาะก็ตกหล่นลงมาสู่พรุอย่างมากมาย ชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านที่มีลักษณะดังกล่าว และมีอาณาบริเวณอยู่นอกสุดของหมู่บ้านว่า “บ้านพรุเตาะนอก” ส่วนหมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในก็เรียกว่า “บ้านพรุเตาะใน” เป็นต้น

7.บ้าน ทุ่งลุง หมู่ที่ 1 ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงสภาพเป็นทุ่งนากว้างใหญ่และกลางทุ่งนานี้เองยัง มีต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งเป็นที่ศักการบูชาของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวว่ามี เทวดาสถิตอยู่ภายในเรียกกันว่า “ต้นลุง” ซึ่งมีอายุมากกว่า 100 ปี(ปัจจุบันต้นลุงยืนต้นอยู่บริเวณตรงข้ามวัดทุ่งลุง) ชาวบ้านจึงเรียกสถานที่ๆตนอยู่อาศัยว่า “บ้านทุ่งลุง”

8.บ้านน้ำน้อย หมู่ที่ 1,2,3 ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมในบริเวณหมู่บ้านนี้มีแหล่งน้ำธรรมชาติมีหินผาสูงใหญ่ และที่หินผานี้เองจะปรากฏว่ามีน้ำไหลย้อยออกมาอยู่ตลอดเวลา ชาวบ้านจึงเรียกว่า “หินน้ำย้อย” ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนกันเป็น “บ้านน้ำน้อย” ดังปัจจุบัน

9.บ้านคอหงส์ หมู่ที่ 3 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมบริเวณพื้นที่ดังกล่าว(ที่ตั้งวัดคอหงส์)ยังมี “ต้นฆ้อหงส์” ขึ้นอย่างหนาแน่น เวลาเกิดกระแสลมพัดยามใดก็จะแลดูคล้ายคอของหงส์ที่ลิ่วลมแลดูสวยงามยิ่ง จนชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านฆ้อหงส์” ต่อมาจึงเพี้ยนไปเป็น “บ้านคอหงส์” ดังปัจจุบัน

10.บ้านคูเต่า หมู่ที่ 6 ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า เดิมทีนั้นภายในบริเวณดังกล่าวยังมีคูเล็กๆซึ่งมีเต่าชุกชุมมาก(ปัจจุบันไม่ มีแล้ว)ชาวบ้านจึงเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านคูเต่า”

11.บ้านเกาะหมี หมู่ที่ 11 ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นหมู่บ้านแห่งนี้ยังเป็นป่ารกทึบและมีสัตว์ป่าอยู่อาศัย เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นเกาะตั้งอยู่ริมทุ่งนาปรากฏเป็นเรื่องเล่าแต่ ครั้งอดีตว่ามีหมีใหญ่ตัวหนี่งได้ตะปบและกัดชาวบ้านจนถึงแก่ความตายที่เกาะ แห่งนี้ ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “บ้านเกาะหมี” เพื่อระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยมีหมีใหญ่ที่ดุร้ายฆ่าคนตาย ณ เกาะแห่งนี้มาก่อน

12.บ้าน บางแฟบ หมู่ที่ 2 ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมภายในบริเวณดังกล่าวเคยมี “ต้นแฟบ” ขึ้นอยู่อย่างมากมาย (ต้นแฟบ เป็นต้นไม้ยืนต้นเล็กๆสูงราวๆ 2 เมตร ผลมีลักษณะแบนๆมีรสเปรี้ยว) ชาวบ้านจึงเรียกชื่อหมู่บ้านตามต้นแฟบที่มีมากว่า “บ้านบางแฟบ”

13.บ้าน ม่วงค่อม หมู่ที่ 5 ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมหมู่บ้านแห่งนี้มีวัดอยู่แห่งหนี่งอันถือเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาว บ้านที่นี่ และที่วัดแห่งนี้เองยังมีต้นมะม่วงใหญ่อยู่ต้นหนึ่งที่งอกและเติบใหญ่ไม่ เป็นปกติดั่งมะม่วงโดยทั่วไป กล่าวคือ มะม่วงต้นดังกล่าวงอกและค่อยๆค่อมลงสู่พื้นดิน ชาวบ้านจึงเรียกชื่อของหมู่บ้านว่า “บ้านม่วงค่อม”

14.บ้านพรุ หมู่ที่ 1,2,3,4 ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมหมู่บ้านแห่งนี้ยังมีลักษณะเป็นพรุขนาดใหญ่ แม้แต่ถนนหนทางก็ยังมีลักษณะที่ดินเป็นโคลนตม ซึ่งบางครั้งชาวบ้านก็เดินจมพรุจนต้องเสียเวลาในการดึงเท้าออกจากโคลนตมเป็น เวลานาน โคลนในลักษณะนี้เองที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “โพระ” ครั้งกาลต่อมามีชาวบ้านจากต่างถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าวมากขึ้น จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านที่ตนอยู่อาศัยว่า “บ้านโพระ” ต่อมาจึงเพี้ยนมาเป็น “บ้านพรุ” ดังปัจจุบัน

15.บ้านหูแร่ หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมบริเวณสถานที่ตั้งหมู่บ้านมีเหมืองแร่ตั้งอยู่ โดยเฉพาะบริเวณมุมของเหมืองแร่จึงเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านหูแร่” ตราบปัจจุบัน

16.บ้านทุ่งงาย หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า บ้านทุ่งงายแต่เดิมนั้นยังเป็นหมู่บ้านที่ยังตั้งอยู่ในทุ่งนาและมี “ต้นงาย” ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ชาวบ้านมักเรียกกันว่า “ป่างาย” ต่อมาจึงเรียกชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “บ้านทุ่งงาย”

17.บ้านท่าข้าม หมู่ที่ 3 ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมภายในบริเวณหมู่บ้านดังกล่าวยังมีคลองขนาดใหญ่ ครั้งชาวบ้านต้องการเดินทางเข้าในเมืองหาดใหญ่ยามใดก็ตามจำต้องข้ามคลองดัง กล่าวเสมอๆจนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “บ้านท่าข้าม” ดังปัจจุบัน

18.บ้าน คลองแห หมู่ที่ 3 ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมมีขบวนแห่ฆ้องขนาดใหญ่ผ่านเข้าสู่บริเวณดังกล่าว ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่า “คลองแห่ฆ้อง” หรือ “คลองฆ้องแห่” ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น “บ้านคลองแห” ดังปัจจุบัน
แต่ก็มีบางคนแสดงความคิด เห็นว่าเหตุที่ได้ชื่อว่าบ้านคลองแหนี้ อาจจะเป็นเหตุสืบเนื่องมาจากรูปลักษณะของลำคลองที่เป็นรูปลักษณะของแห (อุปกรณ์ในการดักจับปลาชนิดหนึ่ง)ก็เป็นได้

19.บ้านนายด่าน หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมในสมัยสงครามหมู่บ้านดังกล่าวมีการตั้งด่านเพื่อสกัดกั้นศัตรูซึ่ง เป็นจุดเด่นจนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “บ้านนายด่าน”

20.บ้านควนลัง หมู่ที่ 3 ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมบริเวณดังกล่าวยังมี “ควน”อันเป็นเนินดินเตี้ยๆซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิต อยู่ภายใน ชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวจึงร่วมกันสร้างศาลเจ้าขึ้นเรียกกันว่า “หลักตาลัง” และเรียกชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “บ้านควนลัง”

21.บ้าน ท่านางหอม หมู่ที่ 5 ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมหมู่บ้านแห่งนี้มีลำคลองธรรมชาติอันใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมา รวมทั้งมีสถานที่เทียบเรืออันเรียกว่า “ท่า” และที่ท่าแห่งนี้เองมีสาวสวยผมยาวอยู่นางหนึ่งยามใดก็ตามที่นางเดินผ่านจะ ได้กลิ่นหอมจากกายของนาง ซึ่งนางผู้นี้เองจะมาลงเรือที่ท่าแห่งนี้เป็นประจำ ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่า “ท่านางหอม” และเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านท่านางหอม”

22.บ้านคลองเปล หมู่ที่ 6 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิม ณ หมู่บ้านแห่งนี้ยังมีนางเลือดขาวที่สวยงามมาก ซึ่งนางจะเดินทางมาอาบน้ำที่ลำธารบริเวณดังกล่าวเป็นประจำนางเลือดขาวได้ผูก เปลเอาไว้กับสายน้ำที่ลำคลองแห่งนี้เป็นประจำ ชาวบ้านจำเรียกกันว่า “บ้านคลองเปล” ดังปัจจุบันปรากฏ

23.บ้านควนเนียง หมู่ที่ 3 ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมเวลามีการจัดงานในวันสำคัญของที่หมู่บ้านแห่งนี้จะมีเนียง(โอ่ง)โผล่ ขึ้นมากลางวัดทุกๆครั้ง และทุกครั้งที่เนียงปรากฏขึ้นมาเนียงดังกล่าวจะกลิ้งไปตามท้องถนนไปตั้งอยู่ บนควน ชาวบ้านในสมัยนั้นจึงเรียกว่า “บ้านควนเนียง” ดังปัจจุบัน

24.บ้าน ท่าแซ หมู่ที่ 1,2,3,4 ตำบลคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมหมู่บ้านแห่งนี้มักมีการค้าขายสินค้าซื้อหากันอย่างมากมายจนมีเสียง เซ็งแซ่ไปทั่ว ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกชื่อหมู่บ้านดังกล่าวว่า “บ้านท่าแซ่” ครั้งหลังจึงเรียกเพี้ยนว่า “บ้านท่าแซ” ดังปัจจุบัน

25.บ้านโป๊ะหมอ หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า ในสมัยก่อนในพื้นที่บริเวณนี้มีหมอรักษาโรคซึ่งมีความเชี่ยวชาญและเก่งมาก ชาวบ้านเรียกท่านว่า “โปหมอ” โดยเวลาชาวบ้านเกิดอาการเจ็บป่วยก็มักนิยมที่จะเดินทางไปให้โปหมอรักษาให้ ต่อมาชาวบ้านเรียกเพี้ยนไปเป็น “โป๊ะหมอ” และเรียกชื่อหมู่บ้านดังกล่าวว่า “บ้านโป๊ะหมอ”

26.บ้านหินเกลี้ยง หมู่ที่ 6 ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมมีหินใหญ่ก้อนหนึ่งกลิ้งมาติดอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน ครั้งกาลต่อมาหินก้อนนั้นเริ่มเกลี้ยงขึ้นทุกวันจนชาวบ้านนำไปตั้งเป็นชื่อ ของหมู่บ้านว่า “บ้านหินเกลี้ยง”

27.บ้านท่าจีน หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า ในบริเวณหมู่บ้านแห่งนี้มีท่าเทียบเรือขนาดเล็กอยู่หนึ่งแห่ง ชาวบ้านของที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนจีนมีอาชีพเป็นช่างเหล็กเมื่อเดินทางไปซื้อ เหล็กได้ที่ไหนก็จะลากผ่านท่าแห่งนี้ ชาวบ้านก็เรียกกันติดปากว่า “ท่าจีนลากเหล็ก” แต่รู้สึกว่าชื่อดังกล่าวจะยาวไปชาวบ้านเลยตัดเสียให้สั้นลงเพียงชื่อ “บ้านท่าจีน”

28.บ้านคลองหวะ หมู่ที่ 7 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมมีลำคลองอยู่สายหนึ่งไหลผ่าน ลำคลองสายนี้เองที่มีฝูงปลาอยู่อาศัยอย่างชุกชุม วันหนึ่งชาวบ้านช่วยกันดักจับปลาได้เป็นปริมาณมาก เมื่อนำไปแจกแล้วก็ยังไม่หมด จนชาวบ้านต้องตัดสินใจเอามีดหวะ(ผ่า)ที่ปลาชนิดนั้นๆที่นี่ จนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “บ้านคลองหวะ” จวบจนปัจจุบัน

29.บ้าน คลองเรียน หมู่ที่ 4 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นหมู่บ้านแห่งนี้ชาวบ้านมักที่จะเรียกกันติดปากเสมอๆว่า
“บ้าน คลองเวียน” สืบเนื่องมาจากวัดอันถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านที่นี่ในอดีตเคยมีคลอง เวียนรอบวัด ชาวบ้านจึงตั้งชื่อวัดตามลักษณะของคลองว่า “วัดคลองเวียน” และเรียกชื่อหมู่บ้านของตนว่า “บ้านคลองเวียน” ครั้งหลังจึงเรียกเพี้ยนกันเป็น “บ้านคลองเรียน” จวบจนปัจจุบัน

เขียน,เรียบเรียง : คุณาพร ไชยโรจน์

คนใต้, ฟังเพลงใต้, ร้านอาหารปักษ์ใต้ , ปักษ์ใต้

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น

ตำนานเขาขุนพนม จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ประทับพระเจ้าตากสินมหาราช หลังถูกประหาร

ตำนานเขาขุนพนม จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ประทับพระเจ้าตากสินมหาราช หลังถูกประหาร

สถานที่ตั้ง เขาขุนพนม ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช

ประวัติความเป็นมา

ตามประวัติเชื่อกันว่า เขาขุนพนม เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชภายหลังจากสิ้น รัชกาลของพระองค์ มีผู้สันนิษฐานว่าพระเจ้าตากสินทรงมิได้ถูกประหารชีวิต อย่างที่พงศาวดารกล่าวอ้าง แต่ ได้ทรงสับเปลี่ยนพระองค์กับพระญาติหรือทหารคนสนิท แล้วเสด็จมายังนครศรีธรรมราช มีการเตรียมการ โดยมีการสร้างป้อมปราการ ทำเชิงเทิน ป้อมวงกลมตามชะง่อนผาเพื่อให้พระเจ้าตากสินได้ประทับเมื่อทรงผนวชเจริญวิปัน สนากรรมกรรมฐาน ณ วัดเขาขุนพนมจนเสด็จสวรรคต แต่บางกระแสกล่าวว่าเขาขุนพรม สร้างโดยพระยาตรังภูมาภิบาลเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช สำหรับพักตากอากาศที่เขาขุนพนมจึงมีการสร้าง ป้อมปราการคอยป้องกันอย่างแน่นหนา ความสำคัญต่อชุมชน ชาวเขาขุนพนมมีความเชื่อเรื่องพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จหนีมาประทับที่เขาขุนพนม จึงได้ร่วมมือ กันสร้างพระตำหนักสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บริเวณชะง่อนหินเชิงเขา ซึ่งเป็นบริเวณที่เชื่อว่าพระองค์ ประทับขณะผนวชอยู่ ประชาชนที่ยังระลึกถึงวีรกรรม และความกล้าหาญในการกู้เอกราชชาติไทยในสมัยเสีย กรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ได้ร่วมกันสร้างพระบรมสาทิสลักษณ์ ทั้งในเพศบรรชิต และชุดฉลองพระองค์นักรบ แล้วอัญเชิญมาไว้ในศาลให้ผู้คนที่ศรัทธาได้มากราบไหว้ ปัจจุบันจึงมีประชาชน จากทั่วสารทิศมาเขาขุนพนม อยู่เสมอเพื่อตามรอยพระเจ้าตากสินมหาราชลักษณะทางสถาปัตยกรรมเขาขุนพนมมี ลักษณะเป็นภูเขาหินปูนลูกโดดเตี้ย ๆ มีต้นไม้ปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น บนภูเขามีถ้ำหินปูน ที่มีโพรงหินงอกหินย้อน ลักษณะของภูเขาวางตัวอยู่ในแถบเหนือ-ใต้ มีความยาวประมาณ ๗๕๐ เมตร กว้างตามแนวทางทิศตะวันออก-ตะวันตก ประมาณ ๕๐๐ เมตร สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๔๓ เมตร ส่วนยอดเขาสูง จากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๑๖๕ เมตร ทางทิศใต้ของภูเขาเป็นทางลาดชัน ทางทิศเหนือเป็นไหล่เขา ทางทิศตะวันตกเป็นสวนมังคุดและสวนยางพารา ทางทิศตะวันตกเป็นโรงเรียนและวัดเขาขุนพนม เขาขุนพนมมีจุดเด่นอยู่ที่วัดเขาขุนพนมซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของเขาขุนพนม ประวัติการก่อสร้างไม่ปรากฏ แต่หลักฐานประเภทโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ สามารถบ่งนี้ได้ว่า วัดเขาขุนพนมน่าจะสร้างขึ้นในตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โบราณสถานโบราณวัตถุที่สำคัญได้แก่

๑. พระอุโบสถ เดิมเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขนาด ๕.๘๐ x ๑๑.๒๐ เมตร ตั้งอยู่บนฐานยกพื้นสูง ๑.๗๕ เมตร เป็นฐานเขียงสองชั้นและฐานสิงห์หนึ่งชั้น หลังคาจั่วไม่มีช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ประดับหลังคา ของพระอุโบสถเหมือนทั่วไป ลักษณะจะเป็นพระอุโบสถที่เรียกว่า มหาอุด คือไม่มีช่องหน้าต่าง พ.ศ. ๒๕๓๓ มีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ทำให้มีช่องรับแสงใต้หน้าบันและใต้ปีกหลังคา ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีสาวกซ้ายขวาที่พนมมือที่มุมด้านข้างฐานชุกชี รอบ พระอุโบสถมีใบเสมาแปดใบตั้งอยู่บนฐานสิงห์ ย่อมุมได้สิบสอง ส่วนบนเป็นบัวกลุ่มรองรับใบเสมา

๒. ถ้ำพระเจ้าตาก บันไดทางขึ้นมีรูปพญานาคปูนปั้นเจ็ดเศียรสองตน แผ่นพังพานทอดตัวเป็นราว บันได มีทั้งหมด ๒๔๕ ชั้น กลางลำตัวพญานาคสลักเป็นรูปพระพุทธรูปที่นั่งขัดสมาธิปิดตา อยู่ในวงกลมล้อม รอบด้วยลายเม็ดน้ำค้างและกลีบดอกไม้ ด้านนอกวงกลมเป็นลายกระจัง ใต้ศอพญานาคทุกตนมีลายนโม สุดปลายหางพญานาคเป็นเพิงผาขนาดใหญ่เรียกว่า ถ้ำพระเจ้าตากหรือถ้ำเขาขุนพนม ปากถ้ำหันไปทาง

ทิศตะวันออก มีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญได้แก่
๒.๑ ประตูทางเข้าด้านหน้า เป็นเสาหัวเม็ดเตี้ย ๆ ช่องประตูกว้างประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ติดกับเสา หัวเม็ดด้านเหนือมีกำแพงแก้วเตี้ย ๆ ไปชิดกับผนังกำแพงก่ออิฐถือปูน

๒.๒ กำแพงทางด้านทิเศหนือ เป็นกำแพงอิฐถือปูนกว้างประมาณ ๒.๖๐ เมตร ยาว ๙.๓๐ เมตร สูง ๑.๘๐ เมตร ส่วนบนสุดของกำแพงประดับด้วยใบเสมา ภายในห้องหลังกำแพงประดิษฐานพระพุทธรูป ปางมารวิชัยสามองค์ ด้านข้างผนังถ้ำมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยหนึ่งองค์และพระพุทธรูปสมาธิสององค์ ตัวกำแพงมีการนำถ้วยชามมาตกแต่ง บริเวณซุ้มของกำแพงยังปรากฏถ้วยลายครามจีนสมัยราชวงศ์หมิง ส่วน ยอดของซุ้มประตูมีเครื่องลายครามสมัยราชวงศ์ชิงบริเวณซุ้มกำแพงทิศเนือด้าน ในก่อเป็นเสา ยอดเสาคงเป็นเจดีย์ยอดแต่ส่วนขององค์ระฆังหักหายไปแล้ว เหลือเพียงฐานที่เป็นฐานสิงห์ หนึ่งชั้นรองรับบัวกลุ่มประตูด้านหลังทำเป็นเสาหัวเข็มสองเสาเหมือนประตูทาง เข้าด้านหน้า ตัดจากเสาหัวเม็ด ไปทางทิศเหนือเป็นราวกำแพงเตี้ย ๆ ไปชนกับกำแพง ด้านทิศเหนืออีกด้านไปชนทางด้านทิศตะวันตก

๒.๓ กำแพงด้านทิศตะวันตก อยู่ตรงกันข้ามกับประตูทางเข้าออกด้านหน้าเป็นกำแพงสูงประมาณ ๑.๘๐ เมตร ยอดกำแพงไม่มีใบเสมา ในผนังกำแพงมีเสาหลอกสามตัน เสาด้านนอกสุดมีบัวหัวเสาคาดด้วย ลูกแก้วอกไก่ ส่วนยอดเสาคงเป็นเจดีย์ยอดเช่นเดียวกับเสาด้านใน กำแพงด้านนี้ตกแต่งประดับประดาด้วย ลายปูนปั้นทำเป็นรูปดอกไม้ โดยใช้เศษเครื่องลายครามจีนตกแต่ง จุดเด่นของผนังด้านนี้คือปูนปั้นรูปราหูอมจันทร์ ราหูไม่มีริมผีปากล่าง กางแขนออก สองมือประคองดวงจันทร์ อ้าปากแยกเขี้ยวคล้ายจะกลืนกิน

๒.๔ ลานหน้าถ้ำ ในลานหน้าถ้ำมีรูปยักษ์ปูนปั้นสองตนอยู่ด้านหน้าของเสาหัวเม็ดตรงประตูหลัง บริเวณนี้มีพระพุทธรูปศิลปะอยุธยาเป็นจำนวนมาก รอยพระพุทธบาทจำลองแกะไม้ฝังลงไปในเนื้อไม้เป็น ลวดลายมงคล ๑๐๘ ขนาดกว้าง ๖๓ เซนติเมตร ยาว ๑.๗๒ เมตร ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓-๒๔

๒.๕ กำแพงด้านทิศตะวันตกสุด เป็นกำแพงด้านในสุด อยู่ถัดจากกำแพงด้านทิศตะวันตก ๒.๗๐ เมตร ก่อปิดด้านในสุดของผนังเพิงผาด้านทิศตะวันตก ทำให้เกิดห้องเล็ก ๆ ซึ่งได้มีการนำพระบรมสาทิสลักษณ์ ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาประดับที่ซุ้มประตู หลังถ้ำด้านในมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ปูนปั้นหนึ่งองค์

๓. พระตำหนักสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่บนบริเวณชะง่อนหินใกล้เชิงเขา เมื่อขึ้นเขาตาม บันไดนาคประมาณ ๑๐ เมตรจะพบพระตำหนักของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอยู่ทางซ้ายมือ บริเวณ โดยรอบกุฎิมีซากกำแพงก่ออิฐเตี้ย ๆ เส้นทางเข้าสู่เขาขุนพนม จากตัวเมืองนครศรีธรรมราชไปตามถนนสาย ๔๐๑๖ นครศรีธรรมราชถึงอำเภอพรหมคีรี ระยะทาง ประมาณ ๒๔ กิโลเมตร ถึงสี่แยกพรหมโลก เลี้ยวขวาเข้าไปตามถนนสายพรหมโลก-ท่าแพ ถึงบ้านนาเสน ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปประมาณ ๕๐๐ เมตร จะเห็นเขาขุนพนมตั้งอยู่เบื้องหน้า

คนใต้ ปักษ์ใต้ ร้านอาหารใต้

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

นิทานตำนาน ภาคใต้ เหตุที่วัวฟันหัก จังหวัดภูเก็ต

นิทานตำนาน ภาคใต้ เหตุที่วัวฟันหัก จังหวัดภูเก็ต

ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จไปบนสวรรค์เพื่อโปรดพุทธมารดา โดยมีเต่าตามไปด้วย โดยพระพุทธเจ้าให้เต่าคาบจีวรแล้วเหาะไป ในขณะที่เต่าอยู่กลางอากาศวัวก็เห็นเต่าก็ตะโกนดังๆว่า “แลโด้เต่าเหาะได้” เมื่อเต่าได้ยินก็พูดอวดตัวเอง ว่าเก่งที่เหาะได้เลยได้พูดว่า “ตอเดียวเราจะเหาะให้สูงกว่านี้อีก” แต่พออ้าปากพูดเต่าลงหล่นลงมา วัวก็หัวเราะด้วยความสมน้ำหน้า และเต่าได้หล่นตรงปากวัวพอดีทำให้ หน้าฟันบนหักหมด แล้วกระดองเต่าก็ร้าวเหมือนที่เห็นกันในปัจจุบัน

คติ/แนวคิด
ในการพูดสิ่งใดก็ตามในแต่ละครั้ง ก็ต้องดูสถานที่หรือโอกาสที่จะพูดว่าเวลาไหนควรพูด เวลาไหนไม่ควรพูด และไม่ควรพูดจาโอ้อวดจนลืมความปลอดภัยของตนเองไปได้ อีกอย่างหนึ่ง ก่อนกระทำการใด ๆ ก็ตามก็ต้องคิดตรึกตรองให้รอบคอบเสียก่อน จึงพูดออกมา หรือกระทำจึงส่งผลให้เกิดในทางที่ดีที่ถูกต้อง และที่สำคัญไม่เกิดผลกระทบต่อบุคคลอื่น

คนใต้,ปักษ์ใต้,ภาคใต้,ร้านอาหารปักษ์ใต้

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

นิทานตำนาน บ้านป่าคลอก จังหวัดภูเก็ต

นิทานตำนาน บ้านป่าคลอก จังหวัดภูเก็ต

ในสมัยที่กองทัพพม่าบุกเมืองถลาง หมู่บ้านต่าง ๆ ที่อยู่ด้านนอกต้องรับมือกับกองทัพพม่าก่อน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านหวาดกลัวมาก ประกอบกับกำลังน้อยกว่าพวกพม่าและไม่มีอาวุธที่จะไปต่อสู้กับศัตรู พวกพม่าโหดร้ายมาก ได้ฆ่าฟันชาวบ้านไม่เว้นแม้แต่เด็กหรือคนแก่หรือแม้แต่ผู้หญิง บุกปล้นสิ่งของต่าง ๆ และจุดไฟเผาบ้านเรือนประชาชน กวาดต้อนคนไทยและขนทรัพย์สินต่าง ๆ ไปพม่า จับพวกผู้ชายไป เป็นทาสรับใช้ ส่วนพวกที่ไม่มีประโยชน์ก็จะถูกพวกพม่าเผาทิ้ง


คติ/แนวคิด

๑. นิทานบ้านป่าคลอก ทำให้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของชื่อบ้านป่าคลอก ว่ามาจากสมัยสงครามศึกพม่าบุกเมืองถลาง
๒. นิทานได้เล่าเรื่องราวความโหดร้ายของพม่า ทั้งฆ่าชาวบ้าน และปล้นสดมภ์เข้าของเป็นการย้ำ ความฝังใจความโหดร้ายของพม่า จนกระทั่งกล่าวกันติดปากเสมอเมื่อเด็กเล็ก ๆ ร้องกวนโยเยว่า “เดี๋ยวพม่ามา” ซึ่งเด็กจะตกใจหยุดร้องทันทีด้วยความหวาดกลัว
๓. เป็นคติสอนว่าหากใช้ปัญญาในการต่อสู้ แม้จะมีกำลังและเครื่องมือน้อยก็จะประสบความสำเร็จได้ หากหวาดกลัวเสียแล้วไม่คิดการต่อสู้ก็ต้องพ่ายแพ้เสมอ ดังอนุสรณ์เตือนใจจากบ้านป่าคลอก
๔. สถานที่ที่พม่าใช้เป็นที่เผาสิ่งของและผู้คนในปัจจุบันยังคงเรียกกันว่า “บ้านป่าคลอก”

ภาพขำขำ

คนใต้,ปักษ์ใต้,ภาคใต้

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

นิทานพื้นบ้านภาคใต้ – จระเข้กับหมา

นิทานพื้นบ้านภาคใต้ – จระเข้กับหมา

ในกาลก่อนนั้นจระเข้กับหมาเคยเป็นเพื่อนเกลอกัน ทั้งสองได้สัญญากันว่า ไปไหนก็จะไปด้วยกัน หรือถ้าใครได้อะไรมาก็จะแบ่งปันกันเท่า ๆ กัน

อยู่มาวันหนึ่ง หมาได้ลูกแพะมาตัวหนึ่ง แต่มันกำลังหิวจัด มันจึงจัดการกิน เสียขาหนึ่งก่อน เหลืออีกสามขามันก็คาบมาฝากจระเข้ผู้สหายของมัน พอมาถึงก็ได้ แบ่งออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน จระเข้ก็ให้นึกสงสัยว่าเหตุใดแพะตัวนี้จึงมีแค่สามขา เท่านั้น จึงถามเพื่อนหมาของมันขึ้นว่า “นี่แนะสหายรัก ทำไมแพะตัวนี่จึงมีสามขาล่ะ มันหายไปไหนเสียขาหนึ่งว่ะ” หมาจึงตอบว่า “เอ…ตอนข้าพบมันนั้น มันก็มีอยู่แค่นี้เท่า นั้นแหละว่ะเพื่อนเอ๋ย” จระเข้ก็คิดว่าหมาผู้เป็นเพื่อนเกลอของมันคงจะคิดไม่ซื่อกับมันเสียแล้ว ก็ให้ นึกโกรธอยู่ในใจตั้งแต่นั้นมา แต่ทั้งสองก็ยังคงคบเป็นเพื่อนเกลอกันต่อมา

จนกระทั่งทั้ง สองได้เปลี่ยนที่อยู่ใหม่ จระเข้ก็บอกให้หมานั่งไปบนหลังของมัน ขณะที่ข้ามคลองไปยัง อีกฟากหนึ่ง พอไปถึงกลางคลองจระเข้ก็นึกถึงเรื่องที่หนาเคยคดโกงมัน จึงทำให้นึกฉุน โกรธขึ้นทันที มันจึงพูดขึ้นว่า “นี่แน่ะ เพื่อนเอ๋ย ตอนนี้ถ้าข้าจะกินเอ็งเสียก็ทำได้ไม่ยาก ใช่ไหมล่ะเพื่อน…รึเอ็งว่าไง แต่ข้าไม่ทำหรอก ไม่เหมือนเอ็งนี่ที่มีแต่ความคดโกงกับ เพื่อนตลอดมา” หมาเมื่อได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า “ไอ้จระเข้นี่คบหาเป็นเพื่อนฝูงต่อไปไม่ได้ อีกแล้ว เพราะมันรู้ทันเสียทุกอย่าง เอาละให้ใกล้ถึงฝั่งเสียก่อนเถอะ กูจะทำให้มันเจ็บ ไปจนตายทีเดียวแหละมึงเอ๋ย” พอใกล้จะถึงฝั่ง หมาก็ขี้รดหัวจระเข้แล้วกระโดดหนีขึ้น ฝั่งไปทันที จระเข้ก็โกรธแค้นมาก แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรหมาได้เฝ้าแต่คิดอาฆาตอยู่ เมื่อ มันได้ยินเสียงหมาร้องขึ้นที่ไหน มันก็จะขึ้นมาจับกินเสียทันที

ฉะนั้น ต่อมาจึงได้มีก้อนเนื้อตะปุ่มตะป่ำงอกขึ้นอยู่บนหัวจระเข้ทุกตัว ซึ่ง เรียกกันว่า “ก้อนขี้หมา” นั่นเอง ส่วนจระเข้ก็ชอบกินเนื้อหมากกว่าเนื้อสัตว์อื่น ๆ เพราะมันโกรธเกลียดหมาที่เคยทำกับมันมาแต่อดีต ดังนั้น เวลาที่จะจับจระเข้ก็มักจะใช้ หมาเป็น ๆ เป็นเหยื่อล่อมากกว่าอย่างอื่น

เรื่องเก่าเล่าใหม่โดย : ลุงชาญ

คนใต้,ปักษ์ใต้,ภาคใต้

โพสท์ใน Uncategorized | 2 ความเห็น

นิทานพื้นบ้านภาคใต้ – ปลาแก้มช้ำ


นิทานพื้นบ้านภาคใต้ – ปลาแก้มช้ำ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง มีอยู่ด้วยกันสี่ชีวิต ตา ยาย หมา และแมว ยายนั้นมีแหวนอยู่วงหนึ่งงามมาก หมาเมื่อได้เห็นแหวนของยาย แล้วก็ให้นึกชอบอยู่ในใจของมันยิ่งนัก

ต่อมาไม่นาน หมาก็ได้ลักแหวนของยายไปเสีย ตายายจึงใช้ให้แมวตามไป เอาแหวนคืนมาจากหมาให้ได้ แมวก็ได้ตามไปทันหมาที่สะพานแห่งหนึ่งซึ่งหมากำลัง ข้ามอยู่บนสะพานนั้นพอดี แมวจึงได้ร้องถามหมาขึ้นว่าได้ลักแหวนของยายมาบ้างไหม หมาจึงอ้าปากจะพูดโต้ตอบกับแมว เลยทำให้แหวนที่มันคาบอยู่นั่นหล่นลงไปในคลอง เสีย และก็บังเอิญในคลองนั้นได้มีฝูงปลาฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ แหวนวงนั้นจึงได้ถูกปลาตัว หนึ่งคาบเอาไป

เมื่อแหวนได้ตกลงไปในคลองเสียเช่นนั้นแล้ว หมากับแมวก็ได้หันหน้า เข้าหากันเพื่อปรึกษาหารือที่จะงมแหวนจากคลองนั้นให้ได้ โดยหมาได้รู้สึกนึกผิดที่ได้ลัก เอาของมีค่าของผู้มีพระคุณของมันมา มันจึงได้บอกกับแมวว่า มันจะต้องเอาแหวนนั้น ไปคืนยายให้ได้ มิฉะนั้นแล้วมันก็จะไม่กลับไปบ้านของตายายอีกเป็นอันขาด หมาจึงได้ลงไปดำว่ายอยู่ในคลองเพื่อหาแหวนแต่ก็ไม่พบแต่อย่างใด มันจึง คิดที่จะวิดน้ำในคลองนั้นให้แห้งเสียเลย หมาจึงได้ลงไปในคลองนั้นแล้วก็ขึ้นมาสะบัดน้ำ ออกจากตัวมันได้ทำอยู่เช่นนั้นทั้งวันทั้งคืน ฝ่ายปลาที่อาศัยอยู่ในคลองนั้นต่างก็ตกใจกลัวว่าน้ำจะแห้งแล้วพวกตนก็จะ พากันตายหมด หัวหน้าฝูงปลาจึงได้มาพูดขอร้องกับหมาทันทีโดยให้หมายุติการวิด คลองเสีย แล้วตนก็อาสาเอาแหวนมาคืนให้ หัวหน้าฝูงปลาจึงได้พาบริวารออกค้นหา ปลาตัวที่คาบแหวนนั้นไปจนพบ แล้วก็ได้ขอแหวนคืนให้หมาแต่โดยดี แต่ปลาตัวนั้นก็ ไม่ยอมคืนให้ ปลาทั้งฝูงจึงโกรธปลาตัวนั้น ก็ได้พากันเข้าตบตียื้อแย่งเอาแหวนวงนั้นมา และได้นำไปให้หมาได้ในที่สุด

ในการยื้อแย่งเอาแหวนจากปลาด้วยกันครั้งนั้น ปลาตัวที่มีแหวนอยู่ในครอบ ครองก็ได้ถูกเพื่อน ๆ ปลาตบตีเอาจนแก้มทั้งสองช้ำชอกยิ่งนัก ปลาตัวนั้นจึงได้แก้มช้ำ มาตั้งแต่บัดนั้นและมันก็ได้มีเผ่าพันธุ์ต่อมา ปลาทุกตัวที่สืบเชื้อสายมาจากปลาตัวนี้ก็ ล้วนแต่มีลักษณะคล้ายกับแก้มช้ำเหมือนกันหมด จึงได้เรียกชื่อปลาชนิดนี้ตามลักษณะ ของมันว่า “ปลาแก้มช้ำ” มาจนทุกวันนี้
อ่านเรื่องอื่น

เครดิต : ลุงชาญ

คนใต้,ปักษ์ใต้,ภาคใต้

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น

นิทานพื้นบ้านภาคใต้ – กินเหล้าแล้วอายุยืน

กินเหล้าแล้วอายุยืน

นาน มาแล้วมีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งชอบกินเหล้าเป็นชีวิตจิตใจ งานการก็ไม่เคยนำพาเรื่องบุญกุศลก็ไม่เคยทำ แต่การทำบาปแกก็ไม่เคยทำเช่นกัน ครอบครัวของแก มีอยู่ด้วยกันสามคน คือ ตัวแกเองพร้อมด้วยเมียและลูกอีกคนหนึ่ง ชายคนชอบกินเหล้าผู้นี้คิดอยู่เสมอว่าก่อนที่แกจะตายลงนั้นก็ขอให้ลูกชายได้ บวชเสียก่อน เพราะแกอยากเห็นชายผ้าเหลืองของลูก แต่ชายคนนั้นก็ได้ตายลงเสียก่อนที่จะได้บวชลูก เมื่ออายุของแกได้ห้าสิบปีพอดีก่อนที่จะตายนั้น แกได้สั่งให้ลูกเมียของแก เอาเหล้าใส่โลงไปด้วยสักสองสามขวดเผื่อหิวเหล้าขึ้นมาก็จะได้กินในปรโลก

เมื่อ ชายคนนั้นได้ลงไปอยู่ในเมืองนรกแล้ว ยมบาลก็ถามว่า “ทำไมถึงได้ชอบกินเหล้านักล่ะ เหล้านั้นมันเอร็ดอร่อยมากหรือไรกัน” แกก็ตอบออกไปว่า “อันเหล้านั้น ถ้าได้กินมันเข้าไปแล้ว ก็จะ…….รู้รสชาติทันทีว่า ไม่มีอะไรแล้วในโลกมนุษย์จะอร่อยเท่า บอกไม่ถูกอธิบายไม่ได้ว่ามันมีรสชาติอย่างไร ต้องกินดูเองถึงจะ……รู้” ยมบาลจึงพูดว่า “ในเมืองนรกของเรานี้ไม่มี ไม่งั้นแล้วเราจะลองชิมดูว่ามันจะเอร็ดอร่อยเหมือนดังคำกล่าวของท่านจริง หรือไม่” ชายผู้ชอบกินเหล้าคนนั้นจึงบอกกับยมบาลว่า “แกได้นำมันมาด้วย ถ้ายมบาลจะลองชิมดูก็มีให้ลอง” ยมบาลจึงได้ชิมเหล้าของชายคนนั้นเข้าไป ชิมไปๆ ยมบาลก็ชักติดใจในรสชาติของมัน จึงได้ขอเหล้าชายคนนั้นกินจนหมดขวด ยมบาลจึงได้เมาขึ้นมาทันที เพราะไม่เคยกินเหล้ามาก่อน หรือเพราะคอยังอ่อนอยู่นั่นเอง ในเวลาต่อมา ยมบาลก็ได้ชอบพอกันกับชายคนนั้น จนกระทั่งสัญญาเป็นเพื่อนเกลอกัน แล้วบอกชายคนนั้นว่า “ถ้าแกต้องการอะไรที่พอผ่อนปรนกันแล้วก็ขอให้บอกมาเถิดเราจะช่วยเหลือ” ชายคนนั้นจึงบอกยมบาลว่า “ในชีวิตของแกไม่เคยได้ทำบุญอะไรเลย แกจึงอยากเห็นชายผ้าเหลืองของลูกชายสักครั้ง” แล้วแกจึงขอร้องต่อยมบาลว่า “ขอมีอายุต่อไปอีกแค่ปีเดียวเท่านั้น เพื่อบวชลูกชายได้หรือไม่” ด้วย ความรักใคร่สงสารต่อชายผู้นั้นเป็นพิเศษ ยมบาลก็อนุญาตด้วยการต่ออายุให้ แล้วลงไว้ในบัญชีของยมโลก โดยยมบาลเพิ่มอายุให้อีกหนึ่งปี จึงได้เขียนเลข 1 ต่อจากเลข 50 ซึ่งเป็นอายุขัยของชายผู้นั้นลงในบัญชีทันที แต่ด้วยความเมาของยมบาลเอง จึงเลยลืมลบเลข 0 ออกเสียก่อน จึงกลายเป็นว่าชายคนนั้นมีอายุไปจนถึง 501 ปี

เมื่อยมบาลต่ออายุให้ แล้ว ชายผู้ชอบกินเหล้าคนนั้นก็ได้ฟื้นกลับมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง แกก็ได้จัดการบวชลูกชาย จนได้เห็นชายผ้าเหลืองสมความตั้งใจแล้ว แกก็รอวันตายของแกเรื่อยมาแต่ก็ไม่ตายสักที จนกระทั่งเมีย ลูก หลาน เหลน ได้พากันตายไปแล้วเกือบทุกคนแต่แกก็ยังไม่ตายอยู่นั่นเอง ทำให้ชายผู้นั้นมีชีวิตอยู่อย่างทรมานใจเป็นอย่างยิ่งที่จำเป็นต้องอยู่ และเห็นคนที่แกรักตายจากไปทีละคนสองคนอยู่เสมอ

ผู้เล่า: นายแวะ ขนอม

ดูนิทานทั้งหมด

คนใต้,ปักษ์ใต้,ภาคใต้

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น